ย้อนอดีต – ลิเวอร์พูลชุดแชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย มีใครกันบ้าง?

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย

เป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้วที่ “ลิเวอร์พูล” คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 1989-90 ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นยุคพรีเมียร์ลีกในปี 1991 ขุนพลของ “เคนนี่ ดัลกลิช” ชุดนั้นมีใครกันบ้าง แฟนบอลรุ่นเก๋ายังจำกันได้ไหม?

ในวันเสาร์ที่ 28 เมษายน 1990 “ลิเวอร์พูล” ของ “เคนนี่ ดัลกลิช” ต้อนรับการมาเยือนของ “ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส” โดย “ลิเวอร์พูล” ต้องการอีกเพียง 4 แต้มจาก 3 นัด ก็จะการันตีตำแหน่งแชมป์ลีก

ผลการแข่งขันของอีกคู่หนึ่งในสัปดาห์เดียวกัน “แอสตัน วิลล่า” ทำได้เพียงเสมอกับ “นอริช” 3-3 นั่นหมายความว่า ชัยชนะ 2-1 ของ “ลิเวอร์พูล” ก็เพียงพอสำหรับการคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 18 ของสโมสร

นั่นเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งสุดท้ายของ “ลิเวอร์พูล” ในยุคที่เรียกว่า “ดิวิชั่น 1” ก่อนที่ลูกทีมของ “เจอร์เก้น คล็อปป์” จะทำได้สำเร็จอีกครั้งในอีก 30 ปีต่อมาในยุคภายใต้ชื่อ “พรีเมียร์ลีก”

ใครคือฮีโร่ของ “ลิเวอร์พูล” ในฤดูกาลดังกล่าวบ้าง เราจะพาท่านย้อนเวลากลับไปด้วยกัน…

บรู๊ซ กล็อบเบลาร์

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย

ลงเล่น 38 นัด
คลีนชีต 12 นัด

“บรู๊ซ กล็อบเบลาร์ ” เป็นนักเตะหนึ่งเดียวของ “ลิเวอร์พูล” ที่ลงเล่นทุกนาทีและทุกเกมในฤดูกาล 1989-90 โดยเขาเสียประตูไป 37 ลูก และสามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 12 นัด

นายประตูชาวซิมบับเวเฝ้าเสาให้ “ลิเวอร์พูล” ในฐานะหมายเลข 1 อีก 2 ฤดูกาลถัดมา ก่อนจะถูก “สโต๊ค” ยืมตัวไปในปี 1993 ปีต่อมาเขาย้ายไปอยู่กับ “เซาแธมป์ตัน” เป็นการถาวร ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ “พลีมัธ” “โอลแดม” และ “บิวรี่” ในเวลาต่อมา

อลัน แฮนเซ่น

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย

ลงเล่น 31 นัด
ยิงได้ 0 ประตู

“อลัน แฮนเซ่น” สวมปลอกแขนกัปตันทีมและเล่นได้อย่างโดดเด่น โดย “ดัลกลิช” วางแนวป้องกันรอบตัวเขา เพื่อให้เขาสามารถเล่นได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลถึงอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า

กัปตันชาวสก็อตอยู่กับ “ลิเวอร์พูล” ในอีกฤดูกาลถัดมา แต่ไม่สามารถฝืนลงเล่นได้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ และได้ประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อต้นปี 1991 โดยเขาปฏิเสธข้อเสนองานด้านบริหารเพื่อไปทำงานด้านสื่อต่อไป

เกล็น ไฮเซ่น

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย


ลงเล่น 35 นัด
ยิงได้ 1 ประตู

“เกล็น ไฮเซ่น” เป็นคู่หู่คนใหม่ของ “อลัน แฮนเซ่น” ย้ายมาจาก “ฟิออเรนติน่า” ในราคา 600,000 ปอนด์ และเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในยุโรปคนหนึ่งเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม โชคชะตาของเขาก็จางลงหลังจากคว้าแชมป์ ฟอร์มของเขาตกลงในยุคของ “แกรม ซูเนสส์ ” ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นในสวีเดนในปี 1992 และเลิกเล่นในอีก 2 ปีถัดมา

แกรี่ แอ็บเล็ตต์

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย

ลงเล่น 15 นัด
ยิงได้ 0 ประตู

“แกรี่ แอ็บเล็ตต์ ” เป็นกองหลังที่ไว้ใจได้และเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ซึ่งขึ้นมาจากอคาเดมี่ของสโมสร “แอ็บเล็ตต์ ” ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงถึง 48 นัดในฤดูกาล 1988-89 แต่ในฤดูกาลถัดมา เขาถูกลดบทบาทลงและได้ลงเล่นเพียง 16 นัด โดยเป็นเกมลีก 15 นัด

เขาย้ายไปเล่นให้ “เอฟเวอร์ตัน” ในปี 1992 และกลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้าแชมป์เอฟเอคัพกับทั้ง 2 สโมสรในถิ่นเมอร์ซี่ย์ไซด์ โดยเอาชนะ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ในนัดชิงชนะเลิศปี 1995 หลังจากนั้น “แอ็บเล็ตต์ ” ย้ายกลับมาเป็นโค้ชทีมสำรองให้กับ “ลิเวอร์พูล” ในปี 2006

“แกรี่ แอ็บเล็ตต์ ” จากไปอย่างน่าเศร้าในปี 2012 ในวัย 46 ปี ด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

แกรี่ กิลเลสพี

บทความลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้าย

ลงเล่น 13 นัด
ยิงได้ 4 ประตู

“แกรี่ กิลเลสพี” เป็นกองหลังพรสวรรค์สูง ผู้เคยสามารถแทนที่ตำแหน่งของ “มาร์ค ลอเรนสัน” ในฐานะเซ็นเตอร์คู่หูของ “อลัน แฮนเซ่น” ซึ่งอาการบาดเจ็บของ “กิลเลสพี” จำกัดโอกาสในการลงเล่นของเขาพอสมควร แต่เขาก็ยังได้ลงเล่นในเกมลีกถึง 13 นัด โดยส่วนใหญ่ในตำแหน่งแบ็คขวา

เป็นนักเตะอีกคนที่ออกจากทีมหลังจากการมาของ “แกรม ซูเนสส์ ” ในฐานะผู้จัดการทีม เขาย้ายไปร่วมทีม “เซลติก” ในปี 1991 และ “โคเวนทรี” ในปี 1994 สุดท้าย “กิลเลสพี” แขวนสตั๊ดด้วยอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า

สตีฟ นิโคล

ลงเล่น 23 นัด
ยิงได้ 6 ประตู

“สตีฟ นิโคล” เป็นผู้เล่นที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและขาดไม่ได้ของทีม เขาเป็นตัวเติมเต็มในทั้งแดนกลางและแนวรับ เขาอาจจะลงเล่นน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของทีมถ้านับ 11 ฤดูกาลติดต่อกัน แต่เขาเป็นผู้เล่นตัวหลักของ “ลิเวอร์พูล” ในฤดูกาล 1989-90

นอกจากนั้น ในฤดูกาลดังกล่าวเขายังทำสถิติยิงประตูให้กับ “ลิเวอร์พูล” ได้มากที่สุด โดยทำได้ 9 ประตู รวมถึง 6 ประตูในลีก

“สตีฟ นิโคล” ย้ายไปเล่นให้ “น็อตส์เคาตี้” ในปี 1994 และยุติเส้นทางการค้าแข้งในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะผันตัวเองเป็นโค้ชให้ทีม “นิวอิงแลนด์ รีโวลูชั่น” เป็นเวลา 10 ฤดูกาลด้วยกัน

เดวิด เบอร์โรว์ส

ลงเล่น 26 นัด
ยิงได้ 0 ประตู

“เดวิด เบอร์โรว์ส” เป็นเด็กหนุ่มที่เล่นได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ไม่ถึงกับโดดเด่นนัก เขาแชร์ตำแหน่งแบ็คซ้ายกับ “สตีฟ สตอนตัน” “เดวิด เบอร์สโรว์ส” ลงเล่น 90 นาทีเต็มในลีก 12 เกมแรก ก่อนที่จะถูกเวียนเข้า-ออกอยู่เป็นประจำ

เช่นเดียวกับ “แอ็บเล็ตต์ ” “เบอร์โรว์ส” เล่นให้กับ “เอฟเวอร์ตัน” ในฤดูกาล 1994-95 หลังจากย้ายไปร่วมทีม “เวสต์แฮม” ในปีก่อนหน้า สุดท้ายเขาตัดสินใจเลิกเล่นในปี 2003 หลังจากเล่นให้ “โคเวนทรี” “เบอร์มิงแฮม” และ “เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ “

แบร์รี่ เวนิสัน

ลงเล่น 25 นัด
ยิงได้ 0 ประตู

“แบร์รี่ เวนิสัน” ส่งจดหมายถึง “เคนนี่ ดัลกลิช” เพื่อโน้มน้าวให้ตนเองสามารถเข้ามาเล่นให้กับ “ลิเวอร์พูล” โดยเขาระบุคุณสมบัติของตัวเขาเองในจดหมายว่า “โดดเด่น” “เวนิสัน” เป็นขาประจำในตำแหน่งแบ็คขวาตลอดฤดูกาล 1989-90

“เวนิสัน” ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ที่ลิเวอร์พูล เรามีความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง เรามีความดุดันและเล่นด้วยความเชื่อมั่นในทุกๆ เกม โดยเฉพาะที่แอนฟิลด์ นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในช่วงเวลาดังกล่าว”

กองหลังผมยาวรายนี้อยู่กับ “ลิเวอร์พูล” จนถึงปี 1992 ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม “นิวคาสเซิล” และ “กาลาตาซาราย” ก่อนจะจบเส้นทางการค้าแข้งกับ “เซาแธมป์ตัน” ภายใต้การคุมทีมของ “ซูเนสส์ “

สตีฟ สตอนตัน

ลงเล่น 20 นัด
ยิงได้ 0 ประตู

“สตีฟ สตอนตัน” ย้ายทีมมาจาก “ดันดอล์ก” ในปี 1986 “สตอนตัน” เล่นให้กับทีมชุดใหญ่เป็นฤดูกาลที่ 2 ซึ่งเขาต่อสู้เพื่อเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งแบ็คซ้าย แต่เขาต้องแชร์ตำแหน่งดังกล่าวร่วมกับ “เบอร์โรว์ส” ตลอดฤดูกาล 1989-90

“สตอนตัน” ซัดแฮตทริกจากการเป็นตัวสำรองในเกมลีกคัพที่เอาชนะวีแกนไปได้ เขาฉายแววในฐานะผู้เล่นที่โดดเด่น แต่ “ซูเนสส์ ” กลับขายเขาให้กับ “แอสตัน วิลล่า” ในปี 1991 ซึ่งที่นั่นเขาก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม

นักเตะไอริชรายนี้ย้ายกลับมาเล่นให้ “ลิเวอร์พูล” โดยไม่มีค่าตัวในปี 1998 ก่อนที่กลับไปเล่นให้กับ “คริสตัล พาเลซ” ในอีก 2 ปีต่อมา เขารับงานผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์ในช่วงสั้นๆ ก่อนจะเกษียณตัวเองในปี 2005

สตีฟ แม็คมาฮอน

ลงเล่น 38 นัด
ยิงได้ 5 ประตู

ถ้าใครทำได้ “แม็คก้า” ก็ทำได้…

“แม็คมาฮอน” เป็นนักเตะที่แฟนบอลชื่นชอบที่สุดคนหนึ่ง สืบทอดตำแหน่งมิดฟิลด์ต่อการ “แกรม ซูเนสส์ ” ในปี 1985 และเป็นผู้ทำประตูที่ไว้ใจได้ และในฤดูกาลที่ “ลิเวอร์พูล” คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ครั้งสุดท้ายนี้ เขาได้ลงเล่นในลีกทุกนัดเลยทีเดียว

มันเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ “แม็คมาฮอน” ลงเล่นมากกว่า 30 นัด เขาย้ายไปเล่นให้กับ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ในปี 1991 ก่อนที่จะลดระดับอาชีพค้าแข้งของเขาโดยการไปเล่นให้กับ “สวินดอน” ในเวลาต่อมา

เรย์ เฮาจ์ตัน

ลงเล่น 19 นัด
ยิงได้ 1 ประตู

“เฮาจ์ตัน” เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของ “เคนนี่ ดัลกลิช” ในปลายทศวรรษที่ 1980 แต่เขามักจะได้รับการประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ อาการบาดเจ็บรบกวนทำให้เขาไม่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาล 1989-90

หลังจากได้ลงเล่นเพียง 25 นัดในฤดูกาลดังกล่าว โชคชะตาของ “เฮาจ์ตัน” ดีขึ้นในอีก 2 ฤดูกาลถัดมา ก่อนที่เขาจะย้ายไปร่วมงานกับ “แอสตัน วิลล่า” ในยุคพรีเมียร์ลีก

รอนนี่ วีแลน

ลงเล่น 34 นัด
ยิงได้ 1 ประตู

“รอนนี่ วีแลน” นับเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียวในทีม “ลิเวอร์พูล” โดยเขาได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอตลอด 13 ฤดูกาล และถ้านับถึงฤดูกาล 1989-90 เขาลงเล่นให้กับสโมสรไปแล้วถึง 376 นัดด้วยกัน

มันเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่เขายังคงเป็นส่วนประกอบหลักของทีม เนื่องจากอาการบาดเจ็บ แม้ว่าเขาจะมีสัญญาจนถึงปี 1994 ก็ตาม ซึ่งต่อมาเขาย้ายไปร่วมงานกับ “เซาธ์เอน” ในฐานะผู้เล่นผู้จัดการทีม

แจน โมลบี้

ลงเล่น 17 นัด
ยิงได้ 1 ประตู

“แจน โมลบี้” เป็นผู้เล่นพรสวรรค์สูง แต่ต้องประสบปัญหาเรื่องความฟิต และการถูกจองจำในปี 1988 เขาเล่นได้อย่างสุดยอดทั้งในแนวรับและแดนกลาง เขาลงเล่นเพียง 20 นัดเท่านั้นในฤดูกาล 1989-90 ซึ่งรวมถึงนัดที่ตัดสินแชมป์ที่เอาชนะ “ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส”

“แจน โมลบี้” ได้ต่อสู้จนกลับมาสู่ทีมใน 2 ฤดูกาลถัดมา และเล่นได้ค่อนข้างดีในช่วงต้นของยุคพรีเมียร์ลีก ก่อนจะถูก “บาร์นสลี่ย์ ” และ “นอริช” ยืมตัวไป และย้ายไปเล่นกับ “สวอนซี” ในช่วงปี 1996-98

จอห์น บาร์นส์

ลงเล่น 34 นัด
ยิงได้ 22 ประตู

“จอห์น บาร์นส์ ” นับเป็นนักเตะที่ไม่มีใครหยุดเขาได้ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 จาก “วัตฟอร์ด” ก่อนย้ายมา “ลิเวอร์พูล” ซึ่งเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในฤดูกาล 1989-90 โดยย้ายตำแหน่งจากปีกมาเป็นตัวโจมตีร่วมกับ “เอียน รัช” และจบฤดูกาลด้วยการเป็นดาวซัลโว

อาการบาดเจ็บรบกวนในปี 1992 ได้ทำให้เขาต้องย้ายตำแหน่งลงมาเป็นมิดฟิลด์ ซึ่งท้ายที่สุดเขารับบทเป็นกัปตันทีมตัวทำเกมให้กับทีมของ “รอย อีแวนส์ ” ก่อนที่ย้ายไปเล่นให้กับ “นิวคาสเซิล” ในปี 1997

เอียน รัช

ลงเล่น 36 นัด
ยิงได้ 18 ประตู

“เอียนรัช” เป็นศูนย์หน้าอันดับหนึ่งของ “เคนนี่ ดัลกลิช” เขายิงประตูเกิน 200 ลูกในปี 1987 และเขากลับมาเดินหน้าถล่มประตูเพิ่มหลังจากฤดูกาลอันน่าผิดหวังกับ “ยูเวนตุส” ในฤดูกาล 1978-88

หลังจากยึดตำแหน่งของเขาคืนจาก “จอห์น อัลดริดจ์ ” ดาวยิงเลือดเวลส์ทำประตูได้ 18 ลูกจากการลงเล่น 36 นัดในลีก รวมถึงลูกแรกในชัยชนะ 2-1 เหนือ “ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส” ด้วย

“เอียน รัช” เล่นให้กับ “ลิเวอร์พูล” จนถึงปี 1996 แต่นั่นเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่เขาได้แชมป์กับสโมสร เขายังคงเป็นผู้ทำประตูสูงสุดให้กับ “ลิเวอร์พูล” โดยยิงได้มากถึง 346 ลูกเลยทีเดียว

ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์

ลงเล่น 29 นัด
ยิงได้ 10 ประตู

ทักษะอันยอดเยี่ยมและสายตาอันเฉียบคมของ “เบียร์ดส์ลี่ย์ ” สร้างความได้เปรียบในเกมบุกของ “ลิเวอร์พูล” เป็นอย่างมาก เขาทำประตูและทำแอสซิสต์สวยๆ ให้กับ “จอห์น บาร์นส์ ” และ “เอียน รัช” อย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาล เขาพลาดเพียง 8 เกมสุดท้ายเท่านั้น เนื่องจากการบาดเจ็บที่หัวเข่า

“โอลิมปิก มาร์เซย์ ” ยื่นข้อเสนอเพื่อคว้าเขาไปเล่นด้วยเมื่อจบฤดูกาล แต่เขาเลือกจะอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ต่อมาอีก 2 ปี ก่อนจะย้ายข้ามสแตนลี่ย์พาร์คไปร่วมทีม “เอฟเวอร์ตัน” ในปี 1991

รอนนี่ โรเซนธาล

ลงเล่น 8 นัด
ยิงได้ 7 ประตู

“รอนนี่ โรเซนธาล” ได้รับการเปิดตัวหลังจากยืมตัวมาจาก “สตองดาร์ด ลีแอช” ในเดือนมีนาคม ปี 1990 เนื่องจาก “ดัลกลิช” ต้องการเสริมทัพแนวรุกของเขาให้น่ากลัวยิ่งขึ้น ซึ่ง “โรเซนธาล” ยิงได้ 7 ประตู จากการลงเล่นเพียง 8 นัด ซึ่งรวมถึงแฮตทริกในเกมกับ “ชาร์ลตัน” ซึ่งเป็นนัดแรกที่เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริง

“โรเซนธาล” เซ็นสัญญาถาวรในช่วงซัมเมอร์ต่อมา แต่เขาไม่สามารถจะยึดตำแหน่งตัวจริงได้ เพียงรับบทเป็นฮีโร่เป็นครั้งคราว เขาลงเล่นเพียง 97 นัดให้กับสโมสร ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม “ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ” ในปี 1994

เคนนี่ ดัลกลิช

แม้ว่า “เคนนี่ ดัลกลิช” จะเป็นผู้เล่นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ แต่เขามิได้เลือกให้ตัวเองลงเล่นเป็นตัวหลักตั้งแต่ฤดูกาล 1986-87 เป็นต้นมา และนัดสุดท้ายที่เขาลงเล่นคือนัดที่ชนะ “ดาร์บี้” 1-0 ในฤดูกาล 1989-90 ซึ่งเขาลงมาเป็นตัวสำรองแทน “แจน โมลบี้” ในนาทีที่ 71

“ดัลกลิช” ได้แชมป์ลีกถึง 8 สมัยกับ “ลิเวอร์พูล” โดยได้ 3 สมัยในฐานะผู้จัดการทีม รวมถึงยูโรเปี้ยนคัพ 3 สมัย เอฟเอคัพ 2 สมัย และลีกคัพอีก 5 สมัย และเขาได้รับการยกย่องเป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลคนหนึ่งของสโมสรอีกด้วย

ตำนานชาวสก็อตรายนี้ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1991 จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ฮิลส์โบโร่ ก่อนที่กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งในปี 2011 หลังจากไปคุมทีม “แบล็คเบิร์น” “นิวคาสเซิล” และ “เซลติก”

ในปี 2017 อัฒจรรย์ “เซนเทนารี่” ของสนามแอนฟิลด์ได้ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น “เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช” เพื่อเป็นเกียรติให้กับบุคคลผู้ซึ่งมีความสำคัญต่อ “ลิเวอร์พูล” ทั้งในและนอกสนามอย่างประเมินค่ามิได้ผู้นี้

a

คุณอาจสนใจ :

ข้อมูลนักเตะลิเวอร์พูล
ตำนานสนามแอนฟิลด์
ประวัติสโมสรลิเวอร์พูล
ทำเนียบแชมป์
ตำนานนักเตะลิเวอร์พูล

a

Our References :

liverpoolfc.com

liverpoolecho.co.uk

thisisanfield.com

 875 total views,  2 views today

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด